VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำให้บริโภค

 

ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำให้บริโภค

ความต้องการธาตุเหล็ก

          ร่างกายต้องการธาตุเหล็กจากอาหาร เพื่อทดแทนการสูญเสียธาตุเหล็กหรือความต้องการที่สูงขึ้นจากภาวะทางสรีรวิทยาได้แก่ การสูญเสียประจำวัน การสูญเสียทางประจำเดือน การเจริญเติบโต และการ ตั้ง ครรภ์ปกติร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กทางผิวหนังและเหงื่อ จากการศึกษาพบว่า ในผู้ใหญ่มีการสูญเสียธาตุเหล็กโดยเฉลี่ย 14 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในหญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และมีประจำเดือน จะมีการสูญเสียธาตุเหล็กทางประจำเดือนในปริมาณที่แตกต่างกันมากโดยพบว่าหญิงที่มีประจำเดือนอาจเสียเลือด 6-179 มิลลิลิตรต่อครั้ง การสูญเสียเลือดในประจำเดือนมากหรือน้อยขึ้นกับแต่ละบุคคลและอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วยการสูญเสียธาตุเหล็กในระยะตั้งครรภ์จะไม่เท่ากันในแต่ละช่วงของอายุครรภ์ ในระยะต้นซึ่งไม่มีประจำเดือนและตัวอ่อนยังไม่เติบโต ความต้องการธาตุเหล็กจะน้อยมาก ประมาณช่วงปลายไตรมาสที่ 1ของการตั้งครรภ์ความต้องการธาตุเหล็กจะเริ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีการเพิ่มของการสร้างเม็ดเลือดแดงเพื่อให้เพียงพอสำหรับระบบการหมุนเวียนเลือดของมารดาและการส่งผ่านสู่ทารกในครรภ์ การดูดซึมธาตุเหล็กในไตรมาสที่ 2 จะเริ่มสูงขึ้น แต่การได้รับธาตุเหล็กจากอาหารประจำวันนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการธาตุเหล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอาจเริ่มมีการนำธาตุเหล็กในแหล่งสะสมมาใช้ ความต้องการธาตุเหล็กที่สูงขึ้นนี้จะต่อเนื่องและสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 34-36 สัปดาห์การได้รับธาตุเหล็กจากอาหารอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ และมีความจำเป็นต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กในรูปของยาเม็ดธาตุเหล็ก นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่มีธาตุเหล็กในแหล่งสะสมน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการโลหิตจางอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ อนึ่งหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นวัยรุ่นร่างกายยังคงมีการเจริญเติบโต ดังนั้นความต้องการธาตุเหล็กจะสูงมากขึ้นไปอีกความต้องการธาตุเหล็กสำหรับการเจริญเติบโตนั้นจะแตกต่างกันไปตามวัย ในช่วง 4-6 เดือนแรกของชีวิตทารกจะอาศัยธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกายตั้งแต่ในระยะที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ร่วมกับธาตุเหล็กจากน้ำนมแม่ ทารกแรกเกิดมีปริมาณฮีโมโกลบินสูง เนื่องจากทารกมีความต้องการออกซิเจนปริมาณมาก แต่ความสามารถในการส่งออกซิเจนโดยฮีโมโกลบินของทารกต่ำ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวให้สามารถส่งออกซิเจนได้ดีขึ้น เหล็กส่วนหนึ่งจึงถูกนำใปสะสมไว้ในแหล่งสะสมและนำมาในช่วงอายุ 4-6 เดือนแรก แต่หลังจากอายุ 6 เดือนแล้วธาตุเหล็กในแหล่งสะสมจะถูกใช้หมดไป ดังนั้นการได้รับธาตเหล็กจากน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ อัตราความต้องการธาตุเหล็กใน 18 เดือนต่อมาอาจสูงถึง100 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัวกิโลกรัมต่อวัน (ชึ่งสูงกว่าความต้องการในหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่มีประจำเดือน) หลังจากอายุ 2 ปีอัตราความต้องการธาตุเหล็กจึงค่อยลดลงจนกระทั่งเข้าสู่ระยะวัยรุ่น ระยะวัยรุ่นนี้เป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีการเจริญเติบโตด้วยอัตราเร่ง (growth spurt) ในระยะนี้ความต้องการธาตุเหล็กของวัยรุ่นซายอาจจะสูงกว่าความต้องการธาตุเหล็กเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียปรขัจำในต่ละวันเนื่องจากมีความต้องการธาตุเหล็กให้เพียงพอกับการเจริญเติบโตด้วย เมื่อพ้นจากระยะนี้ความต้องการธาตุเหล็กของเด็กชายกลับไปเท่ากับระดับความต้องการเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียประจำในแต่ละวันส่วนวัยรุ่นหญิงจะเริ่มมีประจำเดือน ดังนั้นเมื่อใกล้พ้นธ่วงที่เจริญเติบโตด้วยอัตราเร่ง ก็จะเริ่มมีประจำเดือน(menarche) จึงต้องการธาตุเหล็กเพื่อทดแทนสวนที่สูญเสียจากร่างกายประจำวันรวมกับการเสียเลือดทางประจำเดือนเป็นความต้องการธาตุเหล็กในแต่ละวัน ด้วยเหตุผลดังกล่าววัยรุ่นหญิงจึงมีความต้องการธาตุเหล็กสูงกว่าผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่และมประจำเดือนได้ถึงร้อยละ 30ดังนั้น ความต้องการธาตุเหล็กในกลุ่มอายุเเละภาวะต่าง ๆ จึงขึ้นกับการสูญเ4ยธาตุเหล็กหรือความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการทบทวนปริมาณธาตุเหล็กอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DietaReferencelntake DRI)

          สำหรับคนอเมริกันซึ่งให้รายละเอียดในการกำหนดค่าตังกล่าวอย่างละเอียดและมีหลักเกณฑ์( ) และ FAO/WHO ซึ่งประเมินความต้องการคิดเป็นปริมาณธาตุเหล็กที่ดูดซึมไปใช้ในร่างกายในระดับที่ครอบคลุมความต้องการของประชาการได้ร้อยละ 97.5 พบว่าทั้งสองข้อมูลมีค่าที่ใกล้เคียงกันแต่เนื่องจากข้อแนะนำของ FAO/WHO คำนึงถึงความต้องการของประชากรในประเทศกำลังพัฒนาประกอบด้วย ดังนั้นจึงสมควรใช้ค่าที่กำหนดดังกล่าวสำหรับคนไทย ดังแสดงในตารางที่ 7.1.1เนื่องจากไม่มีการศึกษาในคนไทยว่ามีการสูญเสียธาตุเหล็กประจำวัน (basalloss) ความต้องการสำหรับการเจริญเติบโต และการสูญเสียเลือดทางประจำเดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งประมวลจากการศึกษาในประชากรประเทศอื่น ๆ ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7.1.1 ส่วนการดูดซึมและการนำธาตุเหล็กไปใช้ (bioavailability) ปรากฏในแบบแผนอาหารไทยดังจะได้กล่าวต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริโภคอาหารไทยควรแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีสารช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และลดการบริโภคอาหารที่มีสารขัดขวางการดูดซึม เช่น เลือกบริโภคหรือการใชึวธีปรุงอาหารที่รักษาคุณคาของวิตามินซี ทำลายไฟเตท และแทนนิน จากข้อมูลดังกล่าวการกำหนดการบริโภคธาตุเหล็กที่ควรได้รับประจำวันจึงใช้ค่า bioavailability ที่ร้อยละ 10 เมื่อนำค่าความต้องการธาตุเหล็กในตารางที่ 7.1.1มาใช้และปรับช่วงอายุให้ตรงกับการแบ่งช่วงอายุสำหรับคนไทย และคิดค่า bioavailฉbility สำหรับอาหารไทยด้วย แล้วจึงสรุปเป็นปริมาณธาตเหล็กอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI) สาหรับกล่มวัยต่าง ๆดังแสดงไว้ในตารางที่ 7.1.2

 

ตารางที่ 7.1.1 ความต้องการธาตุเหล็ก ในกลุ่มอายุต่างๆ

ตารางที่ 7.1.2 ธาตุเหล็ก และปริมาณธาตุเหล็กอ้างอิงที่ ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยในกลุ่มอายุต่างๆ 


หมวดความรู้:Iron
 
รวม 333  บทความ : ลง 13/1/2555 21:45:06: แก้ไข : 12/12/2017 12:43:57 AMแก้ไขบทความแก้ไข