VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ภาวะการขาดวิตามินดี ตารางที่ 6.4.4

 

ภาวะการขาดวิตามินดี

          ดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับเด็กช่วงอายุ 1-8 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย เท่ากับ 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันเด็กอายุ 9-18 ปี เด็กในช่วงอายุนี้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากจะมีการเปลี่ยน 25(OH)Dเป็น 1,25(OH)2D เพิ่มขึ้นเพื่อให้มีการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอที่ทางเดินอาหารเพื่อนำไปสร้างกระดูกให้มีการเจริญเติบโตและมีปริมาณมวลกระดูกสูงสุด (peak bone mass) เต็มศักยภาพ( ) อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเปลี่ยน 25(OH)D เป็น 1,25(OH)2D เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเด็กในช่วงอายุนี้ต้องการวิตามินดีเพิ่มขึ้น( ) การศึกษาในประเทศนอร์เวย์ในเด็กและวัยรุ่นทั้งเพศหญิงและเพศชายที่มีอายุ 8-18 ปี ซึ่งได้รับแสงแดดไม่เพียงพอพบว่า เด็กและวัยรุ่นที่บริโภควิตามินดีในปริมาณ 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน จะมีระดับ 25(OH)D ในเลือดปกติ( ) ในขณะที่การศึกษาในเด็กจากประเทศต่าง ๆ (เช่น แอฟริกาใต้ และสเปน) ที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอพบว่ามีวิตามินดีในปริมาณเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม(70-74ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแตละวัน(AI) สำหรับเด็กและวัยรุ่นทั้งเพศหญิงและเพศชาย อายุ 9-18 ปี ได้ดังนี้ สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับแสงแดดเพียงพอจะมีปริมาณวิตามินดีในร่างกายเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับเสงแดดอย่างจำกัดหรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีควรบริโภควิตามินดีในปริมาณที่สูงกว่า 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน ประมาณ 2 เท่า คือ 5 ไมโครกรัม(200 หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับทุกคนในวัยนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณแสงแดดที่ได้รับหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับเด็กและวัยรุ่น ช่วงอายุ 9-18 ปีทั้งเพศหญิงและเพศชายเท่ากับ 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี

          การศึกษาในประเทศไทยในอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงดีทั้งเพศหญิงและเพศชาย อายุ 20-40 ปี ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอายุ 20-80 ปี ทื่คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีซึ่งได้รับแสงแดดเพียงพอตลอดปีและมิได้บริโภควิตามินดีเสริมเป็นพิเศษพบว่าอาสาสมัครมีระดับ 25(OH)D ในเลือดปกติ  การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาในสตรีวัยสาวและวัยกลางคน อายุ 25-35 ปี ซึ่งได้รับแสงแดดไม่เพียงพอในช่วงฤดูหนาวพบว่า สตรีวัยสาวและวัยกลางคนที่บริโภควิตามินดีในปริมาณ 3.3-3.4ไมโครกรัม (131-135 หน่วยสากล) ต่อวัน จะมีระดับ 25(OH)Dในเลือดปกติ (สูงกว่า 12 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร)(75) อีกการศึกษาหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสตรีวัยก่อนหมดระดู (premenopause) ทั้งผิวขาวและผิวดำ อายุเฉลี่ย 36 ปี ที่บริโภควิตามินดีโดยเฉลี่ย135 หน่วยสากลต่อวัน มีระดับ 25(OH)D ปกติ (สูงกว่า 12 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร)( ) การศึกษาในลูกเรือดำน้ำชายซึ่งไม่ได้รับแสงแดดเลยเป็นเวลานานสามเดือน พบว่า ลูกเรือดำน้ำที่ได้รับวิตามินดีในปริมาณ 15 ไมโครกรัม (600 หน่วยสากล) ต่อวัน สามารถรักษาระดับ 25(OH)D ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ในขณะที่ลูกเรือซึ่งไม่ได้รับวิตามินดีเสริมมีระดับ 25(OH)Dในเลือดลดลงถึงร้อยละ40(18เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาในเพศชายมีอยู่อย่างจำกัดมากยกเว้นในลูกเรือดำน้ำดังกล่าวซึ่งบริโภควิตามินดีเสริมในปริมาณค่อนข้างสูง การกำหนดปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคในช่วงอายุ 18-50 ปีสำหรับเพศชายจึงอนุมานให้เป็นเช่นเดียวกับเพศหญิง ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI) สำหรับเพศหญิขงและเพศซาย อายุ19-50 ปี ดังนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับแสงแดดเพียงพอจะมีปริมาณวิตามินดีในร่างกายเพียงพอโดยไม่ จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม สำหรับผู้ที่ได้รับแสงแดดอย่างจำกัดหรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะ การขาดวิตามินดีควรบริโภควิตามินดีในปริมาณที่สูงกว่า 3.4 ไมโครกรัม (140 หน่วยสากล) ต่อวัน คือ 5 ไมโครกรัม (200หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับทุกคนในวัยนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณแสงแดดที่ได้รับหรือปัจจัยที่ทาให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับผู้ใหญ่ช่วงอายุ 19-50 ปีทั้งเพศหญิงและเพศชาย เท่ากับ 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ในช่วง อายุ 51-70 ปี การบริโภควิตามินดีอย่างเพียงพอมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นสมรรถภาพในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังจะลดลงแม้ว่าได้รับแสงแดดเพียงพอ

          ( ”ภาวะการขาดวิตามินดีในช่วงอายุนี้โดยส่วนใหญ่จะส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักสูงขึ้น ดังนั้นนอกเหนือจากรมัดับ 25(OH)D และฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ในเลือดแล้วปริมาณมวลกระดูก (ซึ่งประเมินโดยการวัดค่าความหนาแน่นเกลือแร่กระดูก) และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักจึงเป็นดังนี้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการประเมินภาวะวิตามินดีของร่างกายและการกำหนดปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภค เมื่อใช้ระดับ 25(OH)D และฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ ในเลือดเป็นดัชนีประเมินความเพียงพอของปริมาณวิตามินดีในร่างกาย การศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีพบว่า อาสาสมัครทีมีสุขภาพแข็งแรงดีเพศหญิงและเพศชาย อายุ 50-80 ปี ซึ่งได้รับแสงแดดเพียงพอและมิได้บริโภควิตามินดีเสริมเป็นพิเศษมีระดับ 25(OH)D และ ฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ในเลือดปกติ( ) การศึกษาในสตรีวัยหลังหมดระดู (postmenopause) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ พบว่า สัตว์ที่บริโภควิตามินดีต่ำกว่า 5.5ไมโครกรัม (220 หน่วยสากล)ต่อวัน มีระดับฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ในเลือดในธ่วงฤดูหนาวสูงกว่าในช่วงฤดูร้อน ในขณะที่สตรีที่บริโภควิตามินดีในปริมาณสูงกว่า 5.5 ไมโครกรัม (220 หน่วยสากล) ต่อวัน สามารถรักษาระดับ25(OH)D และฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ในเลือดให้อยู่ในเกญฑ์ปกติและคงที่ตลอดปีโดยไมมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ซึ่งแสดงว่าในภาวะที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอการบริโภควิตามินดีในปริมาณ 5ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน ซึ่งเพียงพอสำหรับวัยเด็กอาจยังไม่เพียงพอที่จะดำรงภาวะเมตาบอลิสมของแคลเซียมและกระดูกที่ปกติสำหรับผู้สูงอายุ เมื่อให้ค่าคามหนาแน่นเกลือแร่กระดูกเป็นดังนี้ในการประเมินความเพียงพอของปริมาณวิตามินดีในร่างกาย การศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า สตรีวัยหลังหมดระดูที่บริโภควิตามินดีในปริมาณวันละ 2.5ไมโครกรัม (500 หน่วยสากล) ต่อวัน มีค่าความหนาแน่นเกลือแร่กระดูกเพิ่มขึ้นที่กระดูกสันหลังมากกว่าและลดลงที่กระดูกสะโพกต่ำกว่าสัตว์ที่บริโภควิตามินดีในปริมาณน้อยกว่า 2 5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวันและเมื่อใซ้อุบัตึการของกระดูกหักเป็นดังนี้ในการประเมินความเพียงพอของปริมาณวิตามินดีของร่างกายการศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในสตรีวัยหลังหมดระดูจำนวน 72 337 ราย เป็นระยะเวลานาน 18 ปีพบว่าสตรีที่บริโภควิตามินดี (ทั้งจากอาหารและวิตามินดีเสริม)ในปริมาณมากว่า 12.5ไมโครกรัม (500หน่วยสากล) ต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักต่ำกว่าสัตว์ที่บริโภควิตามินดีในปริมาณน้อยกว่า 3.5 ไมโครกรัม (150 หน่วยสากล) ต่อวัน ร้อยละ 37  เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับผลของปริมาณการบริโภควิตามินดีต่อร่างกายในซ่วงอายุนี้ได้มาจากการศึกษาในเพศหญิงเป็นหลัก ส่วนข้อมูลในเพศธายมีอย่างจฉากัดมาก ดังนั้นการกำหนดปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคในช่วงอายุ 51-70 ปีสำหรับเพศชายจึงอนุมานให้เป็นเช่นเดียวกับเพศหญิง ปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI)สำหรับเพศหญิงและเพศชาย อายุ 50-70 ปี จึงถูกกำหนดไว้ที่สูงกว่า 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล)ต่อวัน ประมาณ 2 เท่า คือ 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาญแสงแดดที่ได้รับและ

          ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินดีดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในช่วงอายุ50-70 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย เท่ากับ 10 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันผู้สูงอายุที่มีอายุ 71 ปีขึ้นไป เมือให้ระดับ 25(OH)D ในเลือดในการประเมินความเพียงพอของปริมาณวิตามินดีในร่างกาย การศึกษาในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบว่า ผู้สูงอายุทั้งเพศซายและเพศหญิงที่บริโภควิตามินดีในปริมาณวันละ 5.2, 7.1 และ 9.6 ไมโครกรัม มีภาวะการขาดวิตามินดีเกิดขึ้นร้อยละ 45, 14 และ 8 ตามลำดับ( ” ) ในขณะที่การบริโภควิตามินดีในปริมาณที่สูงกว่าคือ 10-20 ไมโครกรัมต่อวัน นอกจากสามารถป้องกันภาวะการขาดวิตามินดีได้แล้วยังให้ผลในการเพิมปริมาณมวลกระดูก และลดอุบัติการของกระดูกหักได้ในผู้สูงอายุทั้งเพศหญิงและเพศชาย  การศึกษาในผู้สูงอายุชาวเนเธอร์แลนด์เพศซายและเพศหญิงอายุ 70 ปีหรือมากกว่า พบว่าการบริโภควิตามินดี 2ในประมาณ 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวันโดยไม่ได้บริโภคแคลเซียมเสริมสามารถลดระดับฮอร์โมนพาราธัยรอยด์โนเลือดลงได้ และเพิ่มปริมาณมวลกระดูกที่กระดูกต้นขาส่วนคอ (femoralneck)ร้อยละ 2.2 อย่างไรก็ตามความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกและกระดูกเรเดียสหักไม่ลดลงเมื่อทำการศึกษาครบสามปีครึ่งการศึ่กษา DECALYOS ในสตรีสูงอายุชาวฝรั่งเศสพบว่าการบริโภควิตามินดีในปริมาญ 20 ไมโครกรัม (800 หน่วยสากล) ต่อวัน ร่วมกับธาตแคลเซียม (elemental calcium) 1.2กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มปริมาณมวลกระดูกของกระดูกสะโพกร้อยละ 2.7 และลดอุบัติการของกระดูกสะโพกหักลงร้อยละ 43  จากข้อมูลดังกล่าวปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI) สำหรับผู้ทีอายุ 71 ปี ขึ้นไปทั้งเพศหญิงและเพศชายจึงถูกกำหนดไว้ที่สูงกว่า 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวัน คือ 15 ไมโครกรัม (600 หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณเเสงแดดที่ได้รับดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับผู้ที่มีอายุ 71 ปี ขึ้นไป ทั้งเพศหญิงและเพศชายเท่ากับ 15 ไมโครกรัม (600 หน่วยสากล) ต่อวันหญิงตั้งครรภ์ ในขณะตั้งครรภ์จะมี 25(OH)D จากมารดาผ่าน รกไปสู่ทารกได้ในปริมาณที่น้อยซึ่งจะไม่มีผลต่อภาวะวิตามินดีของมารดาแต่อย่างใด ดังนั้นในสตรีที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ความต้องการวิตามินดีเสริมจากอาหารในขณะที่ตั้งครรภ์จึงไม่มีความแตกต่างจากในขณะที่ไม่ตั้งครรภ์ การศึกษาในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ซึ่งได้รับแสงแดดไม่เพียงพอพบว่า ถ้าบริโภควิตามินดีในปริมาณน้อยกว่า 3.8 ไมโครกรัมต่อวัน จะมีระดับ 25(OH)Dในเลือดโดยเฉลี่ยประมาณ 9.1นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าค่าปกติเพียงเล็กน้อย  ดังนั้นปริมาณวิตามินดีที่แนะนำบริโภคสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์จึงถูกกำหนดไว้ที่สูงกว่า 3.8 ไมโครกรัม (150 หน่วยสากล) ต่อวัน คือ 5ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจวาปริมาณวิตามินดีทีแนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับสตรีตั้งครรภ์ทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณแสงแดดที่ได้รับ ซึ่งปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ดังกล่าวไม่แตกต่างจากสตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์นอกจากนีไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคตามอายุสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินดีเสริมในปริมาณสูงกว่านี้ เช่น 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวันโดยได้รับในรูปเม็ดยาก็ยังอยู่ในปริมาณที่บ่ลอดภัยและยอมรับได้ดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ทุกอายุเท่ากับ5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันหญิงให้นมบุตรเนื่องจากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลของปริมาณวิตามินดีที่บริโภคต่อระดับ25(OH)Dในเลือดในสตรีที่อยู่ในระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ และไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสตรีที่อยู่ในระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่มีความจำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเพิ่มขึ้นมากว่าในขณะที่ไม่ได้อยู่ในระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม ดังนั้นปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคสำหรับสตรีที่อยู่ในระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่จึงถูกกำหนดไว้เท่ากับสตรีทีมได้อยู่ในระยะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ คือ 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวันโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณแสงแดดที่ได้รับ อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินดีเสริมในปริมาณสูงกว่านี้  เช่น 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวัน ก็ยังอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย และอาจมีประโยชน์ในการเพิ่มปริมาณวิตามินดีในน้ำนมแม่ด้วยดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับหญิงให้นมบุตรเท่ากับ5ไมโครกรัม(200 หน่วยสากล) ต่อวันดังนั้นรายละเอียดของปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับบุคคลวัยต่าง ๆ แสดงไว้ใน ตารางที่ 6.4.4

ตารางที่ 6.4.4 ปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยวัยต่าง ๆ


หมวดความรู้:vitamind
 
รวม 333  บทความ : ลง 10/1/2555 12:05:17: แก้ไข : 11/19/2018 6:53:14 AMแก้ไขบทความแก้ไข