VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ปริมาณวิตามินดี ที่แนะนำบริโภค

 

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค

          หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันดังกล่าวข้างต้นระดับ25(OH)Dในเลือด (ซึ่งเป็นผลรวมของปริมาณวิตามินดีที่ได้จากการสังเคราะห์ที่ผิวหนังและจากอาหาร)เป็นดังนี้ที่บ่งชี้ถึงภาวะวิตามินดีในร่างกายที่ดีที่สุด โดยที่ระดับ 25(OH)D ในเลือดที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินดี และมีความสัมพันธ์กับการเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอยู่ที่ตำกว่า 10-15นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรนอกจากระดับ 25(OH)D ในเลือดแล้วดัซนีอื่น ๆ สามารถนำมาใช้ในการประเมินและวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินดีในร่างกาย ได้แก่ ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และฮอร์โม๊นพาราธัยรอยด์ในเลือด อัตราการเจริญเติบโต (1inear growth) ในเด็ก และลักษณะโครงสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยที่ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัสที่ต่ำในเลือด และระดับฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ที่สูงในเลือดการมีอัตราการเจริญเติบโตช้า และการมีโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกอ่อนซึงทำให้มีความเฮยงต่อกระดูกหักสูงจะบ่งซี้ว่าร่างกายมีภาวะขาดวิตามินดีที่ชัดเจนจนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายเนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับผลของปริมาณการบริโภควิตามินดีต่อร่างกายจากประเทศต่าง ๆ(เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น) ยังมีไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้กำหนดปริมาณอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference lntake' DRI) สำหรับวิตามินดี โดยวิธีการประมาณความต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Estimated Average lntake' EAR) แล้วนำไปคำนวณหาค่าปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (RecommendedDietaNAIIOWance' RDA)เช่นเดียวกับสารอาหารประเภทอื่น ดังนั้นการกำหนดค่า DRI ของวิตามินดี สำหรับประชากรในประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวจึงใธพวธีการกำหนดปริมาณสารอาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate lntwe'AI) ซึ่งเป็นปริมาณวิตามินตีเฉลี่ยต่อวันที่ประชากรที่มีสุขภาพแข็งแรงดีบริโภคแล้วสามารถรักษาระดับ25(OH)D ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและสามารถป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนได้แม้ว่าจะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ  ข้อมูลจากการศึกษาที่มีอยู่พบว่าปริมาณขั้นต่ำของวิตามินดีต่อวันที่เมื่อบริโภคแล้วสามารถป้องกันมิให้เกิดโรคกระดูกอ่อนแม้ว่าร่างกายได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะอยู่ที่อย่างน้อยประมาณ 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน  ดังนั้นค่า AI ของวิตามินดีโดยทั่วไปจึงถูกกำหนดไว้ที่สูงกว่า 100 หน่วยสากลต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับประชากรทุกอายุและเพศโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะได้รับแสงแดดเพียงพอหรือไม่ การกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันโดยใช้ค่า AI บ่งชี้ว่ามีความจำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันโดยใช้วิธีEAR และนำไปคำนวณค่า IAเนื่องจากประเทศไทยอยู่ใน แถบ ใกล้เส้นศูนย์สูตรซึ่งได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอตลอดปี ดังนั้นคนไทยจึงสามารถสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังได้อย่างเพียงพอตลอดปี ซึ่งสนับสนุนโดยการศึกษาทั้งนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี  ซึ่งพบว่าคนไทยที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมีระดับ 25(OH)Dในเลือดสูงกว่าระดับทีพบในผู้ป่วยโรคกระดูกอ่อนอย่างมากและสูงกว่าระดับ25(OH)Dของประชากรทั่วไปในประเทศทางตะวันตกซึ่งได้รับแสงแดดจำกัดในฤดูหนาวดังนั้นสำหรับในคนไทยการบริโภควิตามินดีจากอาหารอย่างเพียงพอเป็นหลักเพื่อรักษาภาวะวิตามินดีของร่างกายอาจไม่มีความจำเป็นในผู้ที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ แต่จะมีความจำเป็นอย่างมากในผู้ทีได้รับแสงแดดน้อย หรือมีความเสียงสูงต่อภาวะการขาดวิตามินดี เช่น ทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคหรือภาวะเจ็บป่วยซึ่งทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาเกี่ยวกับผลของปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายได้รับจากอาหารต่อระดับ 25(OH)Dและฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ในเลือดและเมตาบอลิสมของแคลเซียมและกระดูกสำหรับในคนไทยไม่มีเลย ดังนั้นการกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยจึงพิจารณาจากข้อมูลจากต่างประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดเซ่นกันปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยทารกอายุ 0-5 เดือน ในซ่วง 3 เดือนแรกหลังคลอดทารกจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะการขาดวิตามินดี แม้ว่าจะได้รับแสงแดดน้อยและบริโภควิตามินดีน้อย เนื่องจากทารกมีวิตามินดีที่ได้รับจากมารดาในรูป25(OH)Dผ่านรกมาสะสมในร่างกายในปริมาณที่เพียงพอในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา ”หลังจากนั้นทารกโดยเฉพาะที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมแม่เป็นหลักโดยไม่ได้รับวิตามินดีเสริมจะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกอ่อนได้ง่าย  เนื่องจากทารกมีแนวโน้มทีจะได้รับแสงแดดน้อยหรือไม่ได้รับเลย และน้ำนมแม่มีวิตามินดีในปริมาณที่น้อยมากซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  การศึกษาผลของปริมาณวิตามินดีที่บริโภคกับการเจริญเติบโตของทารกในประเทศจนและสหรัฐอเมริกาพบว่าทารกที่บริโภควิตามินดีในปรึมาญ 8.5-15 ไมโครกรัม (340-600 หน่วยสากล) ต่อวัน มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีที่สุด( ” การศึกษาในสหรัฐอเมริกาในทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำมากซึ่งบริโภคนมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่มีแคลเซียมและฟอสเฟทในปริมาณสูง และเสริมด้วยวิตามินดี พบว่า ทารกที่ได้รับวิตามินดีเสริมในปริมาณ 4 ไมโครกรัม (160 หน่วยสากล) ต่อวัน จะมีการเจริญเติบโต และมีระดับ 25(OH)D ในเลือด ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด รวมทั้งลักษณะโครงสร้างของกระดูกเป็นปกติ( ) การศึกษาในประเทศจีนในทารกที่ได้รับแสงแดดน้อยและได้รับวิตามินดีเสริมในปริมาณต่าง ๆ กัน คือ วันละ 2.5 5 และ 10 ไมโครกรัม พบว่า ไม่มีทารกรายใดเลยที่มีโรคกระดูกอ่อนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามทารกที่บริโภควิตามินดีเพียง 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน แม้ว่าไม่มีโรคกระดูกอ่อนเกิดขึ้น แต่ยังคงพบว่ามีระดับ 25(OH)D ในเลือดต่ำอยู่ในพิสัย (range) ของทารกที่มีโรคกระดูกอ่อนเกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ทารกที่ได้รับวิตามินดีเสริม 200-400 หน่วยสากลต่อวันมีระดับ 25(OH)D ในเลือดปกติ ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่าในทารกที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ การบริโภควิตามินดี ในปริมาณ 2.5 ไมโครกรัมต่อวัน ยังไม่เพียงพอจริง และปริมาณวิตามินดีที่ควรบริโภคเพื่อป้องกันภาวะขาดวิตามินดีควรอยู่ที่ 200 หน่วยสากลต่อวันขึ้นไป  ข้อมูลจากการศึกษาต่าง ๆ ดังกล่าวบ่งชี้ว่าในทารกที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอการบริโภควิตามินดีในปริมาณ 4-5 ไมโครกรัม (160-200 หน่วยสากล) ต่อวันน่าจะเพียงพอในการดำรงภาวะความเพียงพอของวิตามินดีในร่างกายและการเจริญบเติบโตที่ปกติ การศึกษาในประเทศนอร์เวย์ในทารกซึ่งได้รับแสงแดดน้อยในช่วงฤดูหนาว เมื่อได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่เสริมวิตามินดี พบว่าทารกที่ได้รับวิตามินดีในปริมาณเฉลี่ยสูงถึง 7.5 ไมโครกรัม (300 หน่วยสากล) ต่อวันมีระดับ 25(OH)D ในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือสูงกว่า 11 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งไม่แตกต่างจากจารึกที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียวและได้รับแสงแดดเพียงพอในฯ่วงปลายฤดูร้อน(66) ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI) สำหรับทารกอายุ 0-5 เดือน ดังนี้ ทารกที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอจะมีปริมาณวิตามินดีเพียงพอ แม้ว่าบริโภคน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียวและไม่จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม การกำหนดปริมาณแสงแดดที่ทำให้ทารกซึ่งบริโภคน้ำนมแม่เป็นหลักสามารถผลิตวิตามินดีได้เพียงพอ ทำได้โดยการให้ทารกสัมผัสแสงแดดทั่วตัว (โดยทารกใส่แต่ผ้าอ้อมเท่านั้น) เป็นเวลานาน 30 นาทีต่อสัปดาห์ หรือให้ทารกสัมผัสแสงแดดเฉพาะที่บริเวณใบหน้าเป็นเวลานาน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์( ) สำหรับทารกที่ได้รับแสงแดดอย่างจำกัดหรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินดีควรบริโภควิตามินดีในปริมาณอย่างน้อย 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินดีในปริมาณสูงกว่านี้ 2 เท่า เช่น 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวัน ก็ยังไม่ถือว่ามากเกินไป การบริโภคนมแม่เพียงอย่างเดียวจะทำให้ทารกได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ดังนั้นทารกจำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม โดยที่แหล่งวิตามินดีสำหรับทารกที่สำคัญ ได้แก่ นมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่เสริมวิตามินดี ซึ่งเป็นที่นิยมและไม่ทำให้เกิดภาวะวิตามินดีมากเกิน หรือวิตามินดีทีเตรียมในรูปยาซึ่งต้องระวังมิให้บริโภคมากเกิน เนื่องจากทำให้เกิดภาวะวิตามินดีมากเกินและเป็นพิษได้ง่ายดังนั้นปริมาณวตามนดอางองทควรได้รับประจำสำหรับทารกออายุอ0-5 เดือน เท่ากับ 5ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน และแหล่งของวิตามินดี ไดแก นมผงดดแปลงสำหรับทารกที่เสริมวิตามินดีทารกอายุ 6-11 เดือน การศึกษาในประเทศนอร์เวย์ ในทารกอายุ 7-12 เดือน ซึ่งได้รับแสงแดดจำกัด พบว่า ทารกที่บริโภควิตามินดีในปริมาณ 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน สามารถรักษาระดับ 25(OH)D ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (สูงกว่า 11 นาโนกรัมตอมิลลิลิตร) ได้  ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน(AI)ได้ดังนี้ ทารกอายุ 7-12 เดือน ซึ่งได้รับแสงแดดอย่างจำกัดหรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินดีควรบริโภควิตามินดีในปริมาณอย่างน้อย 5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินดีในปริมาณสูงกว่านี้ 2 เท่า เช่น 10 ไมโครกรัม (400 หน่วยสากล) ต่อวัน ก็ยังไม่มากเกินไป  แหล่งวิตมินดี สำหรับทารกที่สำคัญ ให้แก่ นมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่เสริมวิตามินดี หรือวิตามินดีที่เตรียมในรูปยาดังนั้นปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับทารกไทยอายุ 6-11 เดือนเท่ากับ5 ไมโครกรัม (200 หน่วยสากล) ต่อวัน

และแหล่งของวิตามินดี ได้แก่ นมผงดัดแปลง

สำหรับทารกที่เสริมวิตามินดีเด็กอายุ 1-8 ปี เนื่องจากไม่มีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปริมาณวิตามินดี ที่ควรบริโภคในเด็กอายุ 1-8 ปี ดังนั้นการกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI) สำหรับเด็กในช่วงอายุนี้จึงอนุมานจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในเด็กที่อายุมากกว่า 8 ปีเล็กน้อยร่วมด้วย 

การศึกษาในเด็กอายุ 8-18 ปี ที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอพบว่า การบริโภควิตามินดีในปริมาณ 1.9-2.5ไมโครกรัม (75-100 หน่วยสากล) ต่อวัน สามารถทำให้ระดับ 25(OH)D ในเลือดเป็นปกติ 

          การศึกษาในเด็กชาวตุรกีอายุ 12-17 ปี ที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอเช่นกันพบว่า การบริโภควิตามินดีในปริมาณน้อยกว่า 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน ทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีได้ โดยที่ระดับ 25(OH)D ในเลือดตำกว่า 11 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในขณะที่การศึกษาในประเทศแอฟริกาใต้ในเด็กอายุ 1-17 ปี ที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอพบว่ามีระดับวิตามินดีในร่างกายเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริม จากข้อมูลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาประกอบการพิจารณาเพือกำหนดปริมาณวิตามินดีที่พอเพียงในแต่ละวัน (AI) สำหรับเด็กอายุ 1-8 ปี ดังนี้ ในเด็กที่ได้รับแสงแดดเพียงพอจะมีปริมาณวิตามินดีในร่างกายเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องบริโภควิตามินดีเสริมส่วนในเด็กที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอหรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดีควรบริโภควิตามินดีในปริมาณทีสูงกว่า 2.5 ไมโครกรัม (100 หน่วยสากล) ต่อวัน ประมาณ 2 เท่า คือ 5 ไมโครกรัม (200หน่วยสากล) ต่อวัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคนั้นเพียงพอสำหรับเด็กในวัยนี้ทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของปริมาณแสงแดดที่ได้รับหรือปัจจัยที่ทำให้เกิด


หมวดความรู้:vitamind
 
รวม 333  บทความ : ลง 10/1/2555 11:59:37: แก้ไข : 9/25/2018 11:27:12 PMแก้ไขบทความแก้ไข