VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ข้อมูลทั่วไปของวิตามินดี

 

ข้อมูลทั่วไปของวิตามินดี

          ความชุกของภาวะการขาดวิตามินดีมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและเชื้อชาติ โดยขึ้นกับปริมาณแสงแดดที่ประชากรได้รับและปริมาณการบริโภควิตามินดีจากอาหารในอดีตก่อนปี ค.ศ. 1900ภาวะการขาดวิตามินดีพบบ่อยมากในประซากรเด็กและผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเเถบประเทศที่อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมาก เช่น ทวีปยุโรปเหนือในแถบสแกนดิเนเวีย และทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องจากไดรับแสงแดดไม่เพียงพอในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นผลให้การสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง (ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินดี หลักของร่างกาย) ไม่เพียงพอ และมีการบริโภควิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอที่จะชดเชยปริมาณวิตามินดี ที่สังเคราะห์ที่ผิวหนังลดลง เนื่องจากอาหารที่รับประทานกันโดยทั่วไปมีวิตามินดีตามธรรมชาติในปริมาณที่น้อยมาก ในปัจจุบันหลังจากที่มีการเสริมวิตามินดีในอาหาร (เช่น น้ำนมวัวมาการีน ขนมปัง ธัญพืช เป็นต้น) ความชุกของภาวะการขาดวิตามินดีลดลงอย่างมากในประเทศที่มีการเสริมวิตามินดีในอาหารดังกล่าว และมักพบภาวะการขาดวิตามินดีเฉพาะในผู้ป่วยซึ่งมีปัจจัยหรือภาวะที่มีผลต่อเมตาบอลิสมของวิตามินดีที่ทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามินดี นอกจากนี้การเสริมวิตามินดีในอาหารยังกลับทำให้อุบัติการของภาวะวิตามินดีมากเกิน hypeNhaminosiS D) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการดื่มน้ำนมวัวที่มีวิตามินดีในปริมาณมากเกินที่เสริมอยู่ในน้ำนมรวมทั้งการบริโภควิตามินดีที่อยู่ในรูปยาเม็ดวิตามินเพื่อการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรนมากเกินไป สำหรับในประเทศไทยความชุก ของภาวะการขาดวิตามินดีในคนไทยยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ

          แต่เซื่อกันโดยทั่วไปว่าภาวะการขาดวิตามินดีพบได้น้อยในคนไทย เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตรซึ่งประชากรได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอตลอดปี การศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในอาสาสมัครอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงดีและมีกิจวัตรประจำวันปกติจำนวน 103 ราย พบว่ามีค่าเฉลี่ยของระดับ 25-hydroxycholecalciferol (25(OH)D) ในเลือด (ซึ่งเป็นดังนี้ที่บ่งชี้ถึงภาวะความเพียงพอของวิตามินดีในร่างกาย) อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งในเพศชายและเพศหญูิง คือ 21.2 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (พิสัย 9.0-52.0 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) ตลอดปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลนอกจากนี้อาสาสมัครเกือบทั้งหมดมีระดับ 25(OH)D ในเลือดสูงกว่าระดับที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเริ่มเกิดความผิดปกติในเมตาบอลิสมของแคลเซียมและกระดูก คือ 10-15 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรโดยมีเพียง 1 รายเท่านั้นที่มีระดับ 25(OH)D ในเลือดค่อนข้างต่ำที่ 9 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นถ้าใช้ระดับ 25(01 H)D ในเลือดที่ต่ำกว่า 10 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะการขาดวิตามินดี ความซุกซองภาวะการขาดวิตามินดี ในคนไทยอายุ 20-40 ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรงดีจะต่ำมาก คือ น้อยกว่าร้อยละ 1 การศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีในคนไทยอายุระหว่าง20-80 ปี ซึ่งมีสุขภาพทั่วใปแข็งแรงดีและอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวน 396 ราย พบว่ามีค่าเฉลี่ยของระดับ 25(OH)D ในเลือดสูงกว่า 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรเช่นกัน และไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง และระหว่างผู้ที่มีอายุน้อยกับผู้สูงอายุ ข้อมูลจากการศึกษาดังกล่าวบ่งชี้ว่าคนไทยวัยผู้ใหญ่และสูงอายุไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะการขาดวิตามินดี ถ้าได้รับแสงแดดเพียงพอและไม่มีปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ อยู่ สำหรับภาวะวิตามินดีในร่างกายและความชุกของภาวะการขาดวิตามินดีในเด็กและวัยรุ่นไทยยังไม่มีการศึกษา เนื่องจากข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับภาวะวิตามินดีของคนไทยมีอยู่น้อยมาก ดังนั้นการกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยในครั้งนี้ทางคณะทำงานจึงมีความจำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่บอยู่ในแถบที่ประชากรมีโอกาสขาดวิตามินดีสูงเนื่องจากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ) ซึ่งแนะนำให้บริโภควิตามินดีจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอโดยไม่ต้องคำนึงถึงปริมาณแสงแดดที่ได้รับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากประเทศไทยได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอตลอดปี และการศึกษาในคนไทยทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดีไม่พบปัญญาของ

          ภาวะขาดวิตามินดีดังกล่าวถ้างด้น ดังนั้นปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคสำหรับคนไทยที่มีสุขภาพแข็งแรงดีอาจไม่เท่ากับประชากรในประเทศอื่นก็ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้มีข้อมูลพื้นฐานสำหรับคนไทยเพิ่มมากขึ้นในการกำหนดปริมาณวิตามินดีที่แนะนำให้บริโภคขึ้นใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต นอกจากการกำหนดปริมาณวิตามินดีอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันแล้ว การแนะนำแหล่งวิตามินดีจากอาหารก็มีความสำคัญในการนำมาสู่การบริโภควิตามินดีจากอาหารได้เพียงพอเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าอาหารทั่วไปมีวิตามินดีตามธรรมชาติน้อยมาก มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีปริมาณวิตามินดี ในปริมาณสูง อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณวิตามินดีในอาหารได้มาจากการศึกษาในต่างประเทศซึ่งอาจมีความแตกต่างจากอาหารในประเทศไทย อีกทั้งยังมีอาหารไทยหลายชนิดที่ไม่ทราบว่ามีวิตามินดีตามธรรมชาติอยู่หรือไม่และในปริมาณมากน้อยเท่าใด สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการเสริมวิตามินดีในอาหารในแต่ละประเทศมีนโยบายที่แตกตางกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนนาดามีนนโยบายให้เสริมวิตามินดีในอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เช่น องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้มีการเสริมวิตามินดีในน้ำนมวัวในปริมาณ400-600 ยูนิตต่อน้ำนมวัว 1 ควอร์ท (946 มิลลิลิตร)และต้องไม่เกิน 800 ยูนิตต่อ 1 ควอร์ท เนื่องจากทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพจากภาวะวิตามินดีเป็นพิษได้(15) อย่างไรก็ตามมีการสำรวจพบว่าร้อยละ 80 และ 73 ของตัวอย่างน้ำนมวัวซึ่งจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนนาดาตามลำดับมีการเสริมวิตามินดีในปริมาณที่ไม่ตรงตามที่ระบุในสลากกำกับคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้บางตัวอย่างของน้ำดื่มไม่มีการเสริมวิตามินดี และบางตัวอย่างมีวิตามินดีเสริมในปริมาณที่มากเกินกำหนดถึง 3 เท่าซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดภาวะเป็นพิษจากวัตถุมีนดีมากเกินได้

          ด้วยเหตุที่การเสริมวิตามินดีในปริมาณมากเกินในน้ำนมอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษจากวิตามินดีมากเกินได้ ในหลายประเทศในทวีปยุโรปจึงมีนโยบายห้ามการเสริมวิตามินดีในน้ำนม แต่ให้มีการเสริมวิตามินดีในอาหารชนิดอื่นแทน การสำรวจสลากกากับคุณค่าทางโภชนาการของนมที่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการพบว่า นมผงดัดแปลงสำหรับทารกและเด็ก (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ) ทุกชนิดและน้ำนมยูเอซทีบางชนิดมีการระบุว่ามีการเสริมวิตามินดีโดยที่ยังไม่มีนโยบายแห่งชาติว่าควรมีการเสริมวิตามินดีหรือไม่ และในปริมาณเท่าไร อีกทั้งยังไม่มีการควบคุมและตรวจสอบว่ามีการเสริมวิตามินดีในปริมาณที่ระบุไว้จริงหรือไม่ การศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆดังกล่าว ในประเทศไทย1จึงมีความจำเป็นและจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแนะนำการบริโภควิตามินดีจากอาหาร และนำมาสู่การพิจารณาว่าประเทศไทยควรมีนโยบายเสริมวิตามินดีในอาหารดังเช่นในประเทศที่ประชากรมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะขาดวิตามินดีหรือไม่


หมวดความรู้:vitamind
 
รวม 333  บทความ : ลง 10/1/2555 11:26:36: แก้ไข : 7/19/2018 12:17:56 AMแก้ไขบทความแก้ไข